วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2553

กลอนดีดีเก็บมาฝากกัน




แง่คิดดี ๆ จ้า




1. อย่ามัวแต่คิดริษยา
' แข่งกันดี ไม่ดีสักคน ผลัดกันดี ได้ดีทุกคน '
คนเราต้องมี พรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
คนที่เราริษยาเป็นการส่วนตัว มีชื่อว่า ' เจ้ากรรมนายเวร ' ถ้าเขาสุข เราจะทุกข์ ฉะนั้น เราต้องถอดถอน
ความริษยาออกจากใจเรา เพราะไฟริษยา เป็น ' ไฟสุมขอน ' ( ไฟเย็น) เราริษยา 1 คน เราก็มีทุกข์ 1 ก้อน
เราสามารถถอดถอนความริษยาออกจากใจเราโดยใช้วิธี ' แผ่เมตตา ' หรือ ซื้อโคมลอยมา แล้วเขียนชื่อคนที่เราริษยา แล้วปล ่อยให้ลอยไป




> 2. อย่าเสียเวลากับความหลัง
90% ของคนที่ทุกข์ เกิดจากการย้ำคิดย้ำทำ ' ปล่อยไม่ลง ปลงไม่เป็น '
มนุษย์ที่สลัดความหลังไม่ออก เหมือนมนุษย์ที่เดินขึ้นเขาพร้อมแบกเครื่องภาระต่างๆ ไว้ที่หลังขึ้นไปด้วย
ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว จงปล่อยมันซะ ' อย่าปล่อยให้คมมีดแห่งอดีต มากรีดปัจจุบัน '
' อยู่กับปัจจุบันให้เป็น ' ให้กายอยู่กับจิต จิตอยู่กับกาย คือมี ' สติ ' กำกับตลอดเวลา




> 3. อย่าพังเพราะไม่รู้จักพอ
' ตัณหา ' ที่มีปัญหา คือ ความโลภ ความอยากที่เกินพอดี เหมือนทะเลไม่เคยอิ่มด้วยน้ำ ไฟไม่เคยอิ่มด้วยเชื้อ ธรรมชาติของตัณหา คือ ' ยิ่งเติมยิ่งไม่เต็ม '
ทุกอย่างต้องดู ' คุณค่าที่แท้จริง ' ไม่ใช่ คุณค่าเทียม < /FONT> เช่น คุณค่าที่แท้ของนาฬิกาคืออะไร ? คือไว้ดูเวลาไม่ใช่ใส่เพื่อความโก้หรู
คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์มือถือคืออะไร ? คือไว้สื่อสาร แต่องค์ประกอบอื่นๆ ที่เสริมมาไม่ใช่คุณค่าที่แท้จริงของโทรศัพท์
เราต้องถามตัวเองว่า ' เิกิดมาทำไม ' คุณค่าที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ตรงไหน ตามหา ' แก่น ' ของชีวิตให้เจอ
คำว่า ' พอดี ' คือ ถ้า ' พอ ' แล้วจะ ' ดี ' รู้จัก ' พอ ' จะมีชีวิตอย่างมีความสุข '

อยากหั้ยเพื่อน ๆ




ไม่ต้องสาธยายเกี่ยวกับตัวคุณให้ใครฟังหรอก
เพราะคนที่ชอบคุณ ยังไงเขาก็ชอบ และไม่ต้องการฟังมัน
แต่คนที่เกลียดคุณ ยังไงเขาก็ไม่เชื่อคุณหรอก




เมื่อคุณพูดแต่ว่าคุณยุ่ง คุณก็จะไม่ว่างเลย
เมื่อคุณพูดแต่ว่าคุณไม่มีเวลา คุณก็จะไม่มีเวลาเลย
เมื่อคุณพูดแต่ว่าคุณจะทำในวันพรุ่งนี้ วันพรุ่งนี้จะไม่มีวันมาถึงเลย




เมื่อเราตื่นขึ้นมาในยามเช้า เรามีทางเลือกง่ายๆ 2 อย่าง
กลับไปนอนและฝันหวานต่อ หรือ ลุกขึ้นมาแล้วทำความฝันให้เป็นจริง
มันก็แล้วแต่คุณจะเลือกแล้วล่ะ

บทกรวดน้ำ....อิอิ


ธรณี นี่นี้ เป็นพยาน
อันตัวลูกได้ทำทาน เสร็จแล้ว
จึงยืมถังท่านสมภาร มากรวด น้ำเฮย
คนอื่นใช้ขวดและแก้ว ลูกว่า เล็กไป
เพราะสิ่งหวังในใจลูก มากมี
ขึ้นศกใหม่ทั้งที ต้องเริ่ด
จะขอเผื่อสามี และบุตร ด้วยแฮ
ชวนมาวัดทำเชิ่ด ทั้งลูก และผัว

หากชาติหน้าเกิดอีกฉันใด ขอเกิดประเทศไทยนะแม่
เกิดต่างแดนคงทำใจลำบาก ภาษาอังกฤษฉันแย่แต่เล็กจนโต
ขอให้สวยสุดหล้าปฐพี ได้ประกวดบนเวทีหมู่บ้าน
มีสติปัญญาดีมิโง่ ให้โลกสะเทือนสะท้านนี่แหละ หญิงไทย

ขอตัดเวรกับเจ้าหนี้ทั้งปวง ชาตินี้ไม่มีดวงจ่ายให้
จงอย่าเสียเวลาทวง วานบอก ทีแม่
ชาติหน้าอาจจ่ายได้ ถ้าผัวฉันรวย

ขอมากไป? หรือแค่ชิวชิว?
แต่ตอนนี้ ลูกเป็นตะคริว
ช่วยด้วย!!!!!

วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2553

10 ข้อคิดดี ๆ แก้ไขความเข้าใจผิดชีวิตคู่



คิดว่าสัมพันธภาพของคุณล้มเหลว เพราะคุณและคู่ของคุณทำไม่ได้ตามมาตรฐานที่ควรจะเป็นงั้นหรือ? ผู้เชี่ยวชาญได้มาแก้ไขความเข้าใจผิดเกี่ยวกับชีวิตคู่ 10 อย่างที่พบกับบ่อย ๆ ซึ่งคุณควรเชื่อเสียใหม่

1. สัมพันธภาพที่ดีขึ้นอยู่กับความคิดที่เหมือนกัน

คุณจะไม่มีวันเห็นในสิ่งเดียวกับคู่ของคุณ เพราะคุณสองคนเป็นคนละคนกันโดยสิ้นเชิง และหญิงชายก็ถูกสร้างมาต่างกัน การพยายามที่จะทำให้มุมมองที่แตกต่างกันโดยพื้นฐานเช่นนี้เปลี่ยนไปเป็น เรื่องไม่ปกติ และอาจเป็นอันตรายได้ ฉะนั้น ชื่นชมยินดีกับความแตกต่างของคุณซะ

2. สัมพันธภาพที่ดีต้องการความโรแมนติกอย่างมาก

ใช่แล้ว ชีวิตรักของคุณควรมีความโรแมนติก แต่อย่าคาดหวังที่จะโรแมนติกเหมือนในหนังซึ่งไม่สมจริง ในโลกแห่งความเป็นจริง การอยู่กับคนรักไม่เหมือนกับการตกหลุมรัก การตกหลุมรักเป็นเพียงขั้นแรกของชีวิตรัก ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะอยู่ในภาวะนี้ไปตลอด ความปั่นป่วนรัญจวนใจจะเปลี่ยนไปเป็นรักที่มั่นคงและล้ำลึก อย่าทำผิดพลาดด้วยการคิดว่าเมื่อความดูดดื่มจางไป แปลว่าคุณไม่ได้รักกันอีกต่อไป คำตอบไม่ใช่การเริ่มชีวิตรักครั้งใหม่ เพื่อที่คุณจะได้พบกับความรู้สึกปั่นป่วนรัญจวนใจเช่นนั้นอีก . . . กับคนอื่น คำตอบก็คือการเรียนรู้วิธีการที่จะก้าวไปยังขั้นต่อไปของชีวิตรัก เพื่อประสบการณ์ที่แตกต่างแต่เต็มอิ่มกว่า

3. สัมพันธภาพที่ดีต้องแก้ปัญหากันได้ทุกเรื่อง

มันอาจมีหลายอย่างที่คุณกับคู่ของคุณไม่เห็นพ้องต้องกัน และก็จะไม่เห็นพ้องกันไปอย่างนั้นเรื่อยไป ทำไมคุณถึงแก้ปัญหาเหล่านั้นไม่ได้เสียทีน่ะหรือ? ก็เพราะการจะทำเช่นนั้นได้คุณคนใดคนหนึ่งอาจต้องเสียสละความเชื่อและค่า นิยมบางอย่าง แต่คุณสามารถที่จะเห็นไม่ตรงกัน แต่ปิดประเด็นทางอารมณ์ลงได้ ถึงแม้จะแก้ปัญหาไม่ได้ก็ตาม

4. สัมพันธภาพที่ดีต้องมีความสนใจร่วมกันที่จะผูกพันคุณไว้ตลอดกาล

ไม่มีอะไรผิดเลยที่จะเป็นคู่รักกัน แต่ไม่มีความสนใจหรือกิจกรรมร่วมกัน ถ้าคุณและคู่รักของคุณต้องผลักดันตัวเองเพื่อที่จะทำกิจกรรมร่วมกัน แต่ผลก็คือความเครียดและความขัดแย้ง ก็ไม่ต้องทำ

5. สัมพันธภาพที่ดีต้องสงบสุข

อย่ากลัวที่จะทะเลาะกัน เพราะคุณคิดว่ามันเป็นสัญญาณของความอ่อนแอและการแตกร้าว แม้แต่คู่รักที่เข้ากันได้ดีที่สุดก็ยังทะเลาะกัน ถ้าใช้มันอย่างถูกวิธี การทะเลาะกันสามารถช่วยสัมพันธภาพของคุณได้ แทนที่จะว่าคุณทะเลาะกันกี่ครั้งแล้ววิตกในเรื่องที่คุณทะเลาะกันดีกว่า

6. ในสัมพันธภาพที่ดีคุณต้องสามารถระบายอารมณ์ได้ทุกอย่าง

การปลดปล่อยสิ่งต่าง ๆ ออกจากอกอาจรู้สึกดี แต่การระเบิดอารมณ์ในช่วงอารมณ์รุนแรง อาจทำลายสัมพันธภาพของคุณได้ เมื่อฝ่ายหนึ่งไม่อาจให้อภัยในบางอย่างที่อีกฝ่ายพูดออกมาในช่วงของการ ระเบิดอารมณ์ ก่อนที่คุณจะพูดอะไรบางอย่างที่อาจทำให้เสียใจ กัดลิ้นเอาไว้ก่อน และให้โอกาสตัวเองสักหน่อยเพื่อพิจารณาว่าคุณรู้สึกอย่างไรจริง ๆ ก่อนจะพูดอะไรออกไป

7. สัมพันธภาพที่ดีไม่เกี่ยวอะไรกับเซ็กส์

ความเชื่อที่ว่าเซ็กส์ไม่สำคัญเป็นเรื่องอันตราย และเป็นความเชื่อผิด ๆ เซ็กส์ช่วยปลดปล่อยความกดดันจากชีวิตประจำวัน และให้เราได้พบกับประสบการณ์ของความใกล้ชิดและการแบ่งปันกับคู่ของเรา เซ็กส์อาจไม่ใช่ทุกอย่าง แต่ถ้าเซ็กซ์ไม่อิ่มเอม มันจะกลายเป็นประเด็นใหญ่ยักษ์ ในอีกทางหนึ่ง คู่รักที่มีชีวิตเซ็กส์ที่สุขสม จะให้ความสำคัญของเซ็กส์เพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง

8. สัมพันธภาพจะไม่สามารถอยู่รอดได้ ถ้าคู่ของคุณมีนิสัยแปลกกว่าคนอื่น

ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ตราบเท่าที่ความแปลกประหลาดของคู่ของคุณไม่ใช่การทำร้ายหรือทำลายกัน คุณก็สามารถที่จะเรียนรู้ที่จะอยู่กับเขาได้ ลองนึกถึงคุณสมบัติที่ดึงดูดคุณในตอนแรก บางทีความแปลกประหลาดเหล่านี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของเสน่ห์ของเขาก็ได้ แค่ต้องแยกแยะความแตกต่างระหว่างนิสัยแปลก ๆ กับคนที่มีนิสัยบ่อนทำลายหรือทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ เพราะนี่ไม่ใช่พฤติกรรมที่คุณควรเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วย

9. มันมีวิธีที่ถูกต้องและวิธีที่ผิดในการดำเนินชีวิตคู่

ไม่มีคำจำกัดความที่แน่นอนของวิธีที่ถูกต้อง ทั้งการเป็นคู่รักที่ดีหรือในการรับมือกับความท้าทายที่ถูกโยนเข้ามาหาคุณ ทำในสิ่งที่ได้ผลสำหรับคุณ แทนการทำตามมาตรฐานบางอย่างที่คุณอาจอ่านเจอในหนังสือ หรือได้ยินจากเพื่อนผู้หวังดี ถ้าสิ่งที่คุณและคู่ของคุณกำลังทำให้ผลที่คุณต้องการ ก็ทำต่อไป จำไว้ว่าไม่มีวิธีการที่ "ถูกต้อง" สำหรับใครสักคนที่จะรักคุณ

10. สัมพันธภาพของคุณจะดีได้เมื่อคุณเปลี่ยนแปลงคู่ของคุณได้

อย่าเชื่อว่าถ้าคุณสามารถเปลี่ยนแปลงคู่ของคุณได้ สัมพันธภาพของคุณจะดีขึ้น คุณเองก็มีส่วนรับผิดชอบในสัมพันธภาพนี้ด้วยเช่นกัน เลิกคิดแบบเด็ก ๆ ที่ว่าการมีความรักหมายถึงการพบใครสักคนที่จะรับผิดชอบต่อความสุขของคุณ คุณต้องรับผิดชอบต่อความสุขของคุณเองด้วย และถ้าสัมพันธภาพของคุณไม่ดีพอ บางทีคนที่ต้องเปลี่ยนอาจเป็นคุณก็ได้

วันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ช็อกโกแลตกับราศี


ช็อกโกแลต กับ ราศี

ใครที่กำลังจะซื้อช็อกโกแลตให้กับหวานใจ จะให้ถูกใจต้องมาดูกันก่อนว่า หวานใจของคุณเกิดในราศีอะไร คราวนี้จะได้ซื้อช็อกโกแลตได้ถูกใจคนรับ
ราศีเมษ
ต้องเลือกแบบที่หรูหราหน่อย เพราะชาวราศีเมษต้องการสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ
ราศีพฤษภ
ชาวราศีนี้ชอบช็อกโกแลตที่ใจกลางนุ่ม เช่น สอดไส้คาราเมลนี่เลิฟอย่าบอกใครเชียว
ราศีเมถุน
ชาวราศีเมถุนจะชอบช็อกโกแลตที่พกไปทานได้ง่ายๆ เพราะเป็นคนไม่อยู่กับที่ ชนิดที่เป็นแบบเม็ดเล็กๆ แล้วกดออกมาทานทีละนิดจะเวิร์กมาก
ราศีกรกฎ
ไม่ว่าจะเป็นช็อกโกแลตแบบไหน ชาวราศีกรกฎก็ชอบไปหมด เรียกว่าใบหน้าจะเต็มไปด้วยรอยยิ้มทุกครั้งที่ได้รับ
ราศีสิงห์
มีเคล็ดนิดหน่อยเวลาจะให้ช็อกโกแลตชาวราศีสิงห์ คุณต้องมีวิธีการให้แบบเซอร์ไพส์ หรือจู่โจมถึงจะสร้างความประทับใจได้
ราศีกันย์
คุณต้องแน่ใจว่าช็อกโกแลตที่จะให้สะอาด แสดงส่วนผสมชัดเจน และอยู่ในหีบห่อสวยงาม แล้วก็ต้องเป็นแบบที่เก็บไว้ได้นานๆ ด้วยเพราะเขาจะกินมันครึ่งนึง แล้วเก็บที่เหลือไว้ในตู้เย็นอีกเป็นเดือน
ราศีตุลย์
ชาวราศีตุลย์ชอบอะไรๆ ที่เป็นคู่ ดังนั้นคุณควรสร้างความประทับใจ ด้วยการหาซื้อช็อกโกแลตให้เขากล่องหนึ่ง แล้วก็สำหรับตัวเองเหมือนกันอีกกล่องด้วย
ราศีพิจิก
ชาวราศีนี้เป็นคนที่ชอบกินช็อกโกแลตมาก โดยเฉพาะแบบที่ค่อนข้างเหลวหน่อย เพราะมีวิธีการกินที่ไม่เหมือนใคร ต้องค่อยๆ เลียเหมือนกินไอศครีม
ราศีธนู
ชอบช็อกโกแลตแบบฝรั่งเศสเป็นที่สุดเลย ไม่รู้ว่าแบบฝรั่งเศสเป็นยังไงก็เลือกดูที่ Made in France แล้วกัน
ราศีมังกร
ชอบแต่ของที่ดีที่สุด และก็แพงที่สุดเท่านั้น ประเภทว่าถ้าไม่เริ่ดที่สุดก็ไม่มีทางแล
ราศีกุมภ์
ไม่ต้องเอาอันที่ใหญ่มากนักหรอกนะ เล็กๆ ก็พอ ชาวราศีนี้ชอบอะไรที่ค่อนข้างจะกุ๊กกิ๊กน่ารัก
ราศีมีน
ชาวมีนชอบช็อกโกแลตแบบที่มีรวมกันหลายรสหลายแบบ เพราะเป็นคนชอบแบ่งให้คนอื่นกินได้ด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ความลับของช็อกโกแลต



ความลับของช็อกโกแลต
รู้ไหมว่าช็อกโกแลตนั้น สามารถช่วยกระตุ้นอารมณ์ต่อมรักได้ด้วยนะคะ
ตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้ว ช็อกโกแลตมักมีเอี่ยวกับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ อยู่เสมอ

ไม่ใช่แค่เพียง การมอบช็อกโกแลตให้กัน ในวันวาเลนไทน์เท่านั้น แต่มีเรื่องเล่าขานกันมาว่า
นายมองเตชูมา นักรบผู้พิชิตแห่งเสปน มักจะดื่มช็อกโกแลตเป็นประจำเสมอ ก่อนไปหาเหล่าภรรยา(หลายคน) ของเขาค่ะ
ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพื่อให้ช่วยกระตุ้นอารมณ์รัก อย่างที่บอกยังไงล่ะคะ

เป็นเรื่องจริงที่ว่า ช็อกโกแลตทำให้อยากมีเซ็กส์มากขึ้นค่ะ
เพราะในช็อกโกแลตมีสารกระตุ้น ที่มีผลต่อหัวใจ และระบบประสาท
เมื่อรับประทานช็อกโกแลต หัวใจจะเต้นแรงขึ้น รู้สึก hyper บางทีรู้สึกคึกคัก อยากกระโดดโลดเต้น
อาจจะมึนนิดๆ นี่แหละค่ะ เป็นตัวที่จะไปกระตุ้นอารมณ์ปรารถนา ที่ค้างคาอยู่ให้โหมขึ้นไงล่ะคะ
อีกทั้งเคยมีคนพูดว่า อารมณ์ตอนทานช็อกโกแลตนั้น เหมือนอารมณ์ตอนตกหลุมรักค่ะ
เพราะร่างกายเราจะหลั่งสารชนิดเดียวกันออกมา
มีข้อต่างกันก็ตรงที่ เราหาซื้อความรักไม่ได้ แต่เราสามารถหาซื้อช็อกโกแลตได้ ถ้ามีร้านค้าอยู่ใกล้ๆ ค่ะ

วันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ประโยชน์ของช็อกโกแลต

ประโยชน์ของช็อกโกแลต
1.ป้องกันการเกิดมะเร็ง เพราะได้พิสูจน์พบแล้วว่า สารที่พบในช็อกโกแลตเป็นสารชนิดเดียวกันกับ สารที่พบใน ผัก ผลไม้ และไวน์แดง
2. ให้ช่วยคลายเครียด ช็อกโกแลตมีสารกระตุ้นระบบประสาท ทำให้สมองผ่อนคลาย และยังมีเซโรโทนินซึ่งเป็นสารสร้างความสุข ทำให้อารมณ์ดี ยิ่งกินยิ่งHappy
3.ช่วยปรับอารมณ์ และจิตใจ ให้เข้าสู่สภาวะปกติ เหมาะมากสำหรับสาวๆ ที่เลือดจะไปลมจะมาทั้งหลาย ฉะนั้นช็อกโกแลตจึงถือได้ว่าเป็นขนมหวานอันดับหนึ่งสำหรับผู้หญิงเลย ช่วยลดอาการปวดท้อง หงุดหงิด หน้าบวม ตัวบวม ก่อนมีประจำเดือนอย่างได้ผล
4.ช่วยแก้อาการเมาค้าง ช็อกโกแลตช่วยแก้อาการเมาค้าง หรือ hangover ได้ด้วย
5.ลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ เพราะในตัวช็อกโกแลตนั้นมีสารที่ชื่อว่าฟีโนลิคอยู่ในปริมาณสูงซึ่งฟีโนลิคเป็นสารซึ่งช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระป้องการก่อตัวของไขมันในเส้นเลือดงและที่สำคัญยังช่วยให้แก่ช้าได้อีกด้วย
6.ช่วยลดอาการอักเสบ ช็อกโกแลตช่วยลดอาการอักเสบ เวลาเจ็บป่วยต่างๆ มีผลต่อสมอง เพราะช่วยให้ตื่นตัว และยังช่วยให้ กระฉับกระเฉงอีกด้วย
7.ไม่มีผลต่อระดับคอเรสเตอรอล มีไขมันอิ่มตัว ปกติไขมันอิ่มตัวเป็นไขมันร้าย ที่เป็นอัตรายต่อร่างกาย ทำให้ระดับคอเรสเตอรอลในเลือดสูง แต่ยกเว้นไขมันใชช็อกโกแลต ถึงแม้จะเป็นไขมันอิ่มตัวเหมือนกัน แต่นักวิจัยยืนยันว่า....ไม่มีผลต่อระดับคอเรสเตอรอลเลย
8.ช็อกโกแลตเป็นมิตรกับฟัน แม้ว่าของหวานจะเป็นตัวการทำให้ฟันผุ แต่สำหรับช็อกโกแลตนั้น เป็นข้อยกเว้น เพราะช็อกโกแลต ละลายได้ในน้ำลาย จึงไม่เหลือคราบติดที่ฟัน และยังมีกรดแทนนินซึ้งช่วยยับยั้ง การเกิดแบคทีเรียที่ทำให้ฟันผุด้วย

ชนิดของช็อกโกแลต


ชนิดของช็อกโกแลต
ช็อกโกแลตเป็นส่วนผสมที่นิยมมาก และมีให้เลือกในหลากหลายรูปแบบรูปแบบและรสชาติของช็อกโกแลตนั้นแตกต่างกันได้โดยส่วนผสมและปริมาณของส่วนผสมในช็อกโกแลต นอกจากส่วนผสมแล้วรสชาติยังแตกต่างกันโดยระยะเวลาและอุณหภูมิของการคั่วเมล็ดโกโก้ด้วย
1. ช็อกโกแลตที่ไม่ได้เพิ่มความหวาน ช็อกโกแลตที่ไม่ได้เพิ่มความหวาน (unsweetened chocolate) คือ ช็อกโกแลตเหลวบริสุทธิ์หรือที่รู้จักกันในนาม ช็อกโกแลตฝาด ใช้ในการอบอาหาร และเป็นช็อกโกแลตที่ไม่มีการเจือปนใด ๆ ทั้งสิ้น ช็อกโกแลตชนิดนี้จะมีรสชาติเข้มข้มและลุ่มลึกของช็อกโกแลตบริสุทธิ์ แต่อย่างไรก็ดีเมื่อมีการเพิ่มน้ำตาลเข้าไป ช็อกโกแลตชนิดนี้จะใช้เป็นส่วนผสมหลักในการทำบราวนี เค้ก ลูกกวาด และคุกกี้
2. ช็อกโกแลตดำ ช็อกโกแลตดำ (dark chocolate) คือช็อกโกแลตที่ไม่ได้เพิ่มนมเป็นส่วนประกอบ ซึ่งบางครั้งก็ถูกเรียกเป็นช็อกโกแลตธรรมดา แต่ว่าทางรัฐบาลสหรัฐฯ เรียกเป็นช็อกโกแลตหวาน และกำหนดให้มีส่วนผสมของช็อกโกแลตเหลวบริสุทธิ์เข้มข้น 15% แต่ทางยุโรปได้กำหนดให้มีส่วนผสมของเมล็ดโกโก้อย่างน้อย 35% ช็อกโกแลตดำมีสารฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ป้องกันมิให้เกิดคราบไขมันสะสมที่ผนังหลอดเลือดหัวใจ สาเหตุของโรคหัวใจเลือดตีบ และช่วยป้องกันไม่ให้เกล็ดเลือดแข็งตัว สาเหตุของการอุดตันในหลอดเลือด และป้องกันความดันโลหิตสูง
3. ช็อกโกแลตนม ช็อกโกแลตนม (milk chocolate) คือช็อกโกแลตที่ผสมนมหรือนมข้นหวาน รัฐบาลสหรัฐฯ กำหนดว่าหากจะเรียกว่าช็อกโกแลตนม ต้องมีส่วนผสมของช็อกโกแลตเหลวบริสุทธิ์เข้มข้น 10% แต่ทางยุโรปได้กำหนดให้มีส่วนผสมของเมล็ดโกโก้อย่างน้อย 25% ช็อกโกแลตชนิดนี้มีส่วนผสมของเนยโกโก้ (cocoa butter) นม และยังเพิ่มความหวานและรสชาติลงไปด้วย ช็อกโกแลตนมนี้ใช้สำหรับแต่งหน้าขนมได้เป็นอย่างดี ช็อกโกแลตนมที่ทำในประเทศสหรัฐฯ ต้องประกอบด้วยน้ำช็อกโกแลตอย่างน้อย 10% และนมที่ไม่ได้เอามันเนยออก 12%
4. Chocolate Liquor
เป็นผลผลิตจากเมล็ดโกโก้นำมาบดละเอียด แล้วนำมาคั้นเอาแต่น้ำ น้ำช็อกโกแลตนี้สามารถทำให้เย็นและทำให้แข็งตัวโดยใส่พิมพ์ไว้ แต่ช็อกโกแลตที่ได้เป็นชนิดที่ไม่หวาน น้ำช็อกโกแลตนี้จะมีส่วนผสมของโกโก้บัตเตอร์ประมาณ 53%
5. ช็อกโกแลตกึ่งหวาน ช็อกโกแลตกึ่งหวาน (semi-sweet) อยู่ในรูปของเหลวแล้วเพิ่มความหวานและใส่เนยโกโก้ลงไปด้วย สีของช็อกโกแลตชนิดนี้สีจะเข้ม ตามมาตรฐานของสหรัฐฯ จะมีส่วนผสมของน้ำช็อกโกแลตประมาณ 35% และมีไขมันประมาณ 27% ช็อกโกแลตชนิดนี้จะมีรสชาติความหวานเล็กน้อย
6. ช็อกโกแลตหวาน ช็อกโกแลตหวาน (sweet chocolate) ช็อกโกแลตชนิดนี้จะเพิ่มความหวานลงไปมากกว่าช็อกโกแลตแบบหวานน้อย และมีส่วนผสมของน้ำช็อกโกแลตอย่างน้อย 15 % ช็อกโกแลตชนิดนี้ใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำขนมและตกแต่งขนม และยังมีไขมันเท่า ๆ กับช็อกโกแลตแบบหวานน้อย
7. ช็อกโกแลตขาว
ช็อกโกแลตขาว (white chocolate) ชนิดนี้มีส่วนผสมของเนยโกโก้ แต่ไม่มีโกโก้ที่อยู่ในรูปของไขมัน แต่จะประกอบไปด้วยน้ำตาล เนยโกโก้ นมสด และใส่กลิ่นวานิลลาลงไปด้วย ช็อกโกแลตขาวนี้จะแตกหักง่าย หากเป็นของปลอมจะทำมาจากน้ำมันพืชมากกว่าเนยโกโก้
8. Liquid Chocolate เป็นช็อกโกแลตที่ไม่หวาน ส่วนใหญ่จะบรรจุขายเป็นขวด ขวดละ 1 ออนซ์ และเนื่องจากมันไม่ละลายจึงสะดวกในการใช้มาก โดยพัฒนาขึ้นมาสำหรับใช้ทำขนมอบ อย่างไรก็ดีเนื่องจากมีส่วนผสมของน้ำมันพืชมากกว่าเนยโกโก้ ซึ่งเนื้อช็อกโกแลตจะแตกต่างกัน ปกติแล้วช็อกโกแลตชนิดนี้จะมีรสไม่หวาน
9. กูแวร์ตูร์ ช็อกโกแลตชนิดกูแวร์ตูร์ (couverture) เป็นชนิดที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวคือจะเป็นมันเงา โดยปกติจะมีส่วนผสมของเนยโกโก้อย่างน้อยที่สุด 32% ทำให้มันสามารถคงตัวอยู่ในรูปของไขได้ดีกว่าชนิดเคลือบ ปกติแล้วจะใช้เฉพาะในร้านที่ทำขนมหวานเท่านั้น ส่วนใหญ่จะพบอยู่ในรูปของส่วนที่เคลือบอยู่ภายนอกผลไม้หรือหุ้มไส้ช็อกโกแลตอยู่ มีรสเผ็ด
10. Ganache ช็อกโกแลตชนิดนี้จะมีลักษณะข้นมาก เป็นที่นิยมนำไปทำเค้กช็อกโกแลต Ganache ทำโดยการเทวิปปิงครีมที่นำไปอุ่นลงไปในชอคโกแลตสับในปริมาณที่เท่ากัน ทิ้งไว้สักครู่จนชอคโกแลตเริ่มละลายและคนให้เข้ากัน จะได้ส่วนผสมที่ข้นขึ้น อาจเติมเนยในปริมาณเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความเงาให้กับกานาชด้วย
11. Confectionery Coating เป็นช็อกโกแลตที่ใช้เคลือบลูกกวาด โดยนำไปผสมกับน้ำตาล นมผง น้ำมันพืช และสารปรุงแต่งรสชาติต่าง ๆ มีสีสันหลากหลาย ลูกกวาดที่ได้นี้ผงโกโก้จะมีไขมันต่ำ แต่จะไม่มีส่วนผสมของเนยโกโก้ เหมือนชนิดอื่น ๆ จึงแยกออกมาเป็นอีกประเภทหนึ่งได้

ประวัติช็อกโกแลต

ประวัติช็อกโกแลต (Chocolate)
ช็อกโกแลตถูกค้นพบมาตั้งแต่สองพันปีที่แล้ว หลังสมัยพระนางคลีโอพัตราแห่งอียิปต์ เป็นผลผลิตที่ได้จากเมล็ดของต้นคาเคา (cacao) ในป่าร้อนชื้นของทวีปอเมริกา จัดอยู่ในตระกูล Theobroma cacao แปลว่า "อาหารแห่งทวยเทพ"
ชนกลุ่มแรกที่รู้จักทำช็อกโกแลตเป็นอารยธรรมโบราณที่อยู่ในเม็กซิโก และอเมริกากลาง ชนกลุ่มนี้ได้แก่ชาวมายา และชาวแอซเทค แห่งอารยธรรมเมโสอเมริกา คนเหล่านี้เอาเมล็ดคาเคามาบดแล้วผสมกับเครื่องปรุงหลายชนิดเพื่อทำเป็นเครื่องดื่มที่มีรสขมเฝื่อน นอกจากใช้ประกอบอาหารแล้วช็อกโกแลตยังเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตเชิงศาสนาและสังคมด้วย
ชาวมายา (ค.ศ. 250-900) เป็นชนชาติแรกที่มีหลักฐานชัดเจนว่าได้ค้นพบความลับของต้นคาเคา โดยพวกเขาได้นำต้นคาเคามาจากป่าฝนและปลูกไว้ที่สวนหลังบ้าน พอออกฝักก็เก็บเอาเมล็ดมาหมักบ้าง คั่วบ้าง และยังบดเป็นเนื้อเหนียว อยากชงเป็นเครื่องดื่มก็เอามาผสมน้ำ โรยพริกไท แป้งข้าวโพด ก็จะได้เครื่องดื่มช็อกโกแลตรสซาบซ่ามีฟองฟ่อง ต่อมาราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 อาณาจักรของชาวแอซเทคครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของอารยธรรมเมโสอเมริกา โดยมีเมืองหลวงตั้งอยู่ที่เมืองปัจจุบันเรียกว่า เม็กซิโก ซิตี้ ชาวแอซเทคได้ซื้อขายเมล็ดคาเคากับชาวมายาและชนชาติอื่น และยังเรียกเก็บค่าบรรณาการจากพลเมืองของตนและเชลยเป็นเมล็ดคาเคา โดยใช้แทนค่าเงิน ชาวแอซเทคนิยมดื่มช็อกโกแลตขมเช่นเดียวกับชาวมายายุคแรก โดยปรุงรสชาติให้ซู่ซ่าขึ้นด้วยเครื่องเทศ ชาวเมโสอเมริกาสมัยนั้นยังไม่มีใครปลูกอ้อยก็เลยไม่มีใครใส่น้ำตาลกัน เล่ากันว่า คนมายายุคคลาสสิกชอบดื่มช็อกโกแลตกันในวาระพิเศษ ขณะที่บรรดาเชื้อพระวงศ์จะนิยมดื่มกันมาก ส่วนชาวแอซเทค บรรดาผู้ปกครองระดับสูง พระ ทหารยศสูง และพ่อค้าที่มีหน้ามีตาเท่านั้นที่มีสิทธิลิ้มรสเครื่องดื่มศักดิ์สิทธิ์นี้ ช็อกโกแลตมีบทบาทสำคัญในพิธีของราชวงศ์และศาสนา เพราะใช้เมล็ดคาเคาเป็นเครื่องสักการะเทพเจ้า และดื่มในพิธีสำคัญ สำหรับที่มาของชื่อช็อกโกแลตนั้นยังไม่มีใครอธิบายได้แจ่มชัด แต่มีความเป็นไปได้สองทาง ทางแรกเป็นคำที่ผันมาจากคำว่า "ช็อคโกลัจ" ในภาษามายา ซึ่งหมายถึง มาดื่มช็อกโกแลตด้วยกัน อีกทางหนึ่งอธิบายว่าน่าจะมาจากภาษามายาเช่นกัน คือ " chocol" แปลว่า ร้อน ผสมกับคำว่า "atl" ของแอซเทคที่แปลว่า น้ำ พอมารวมกันจึงกลายเป็นคำว่า chocolatl และมาเป็น chocolate ต่อมาในยุโรป